8 ระบบการเรียนรู้

ในโลกที่ต้องแข่งขันสูง ประเทศต้องการเด็กฉลาดจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นก็ไปรอดยาก ความคิดว่าสอนคนให้ฉลาดๆมากๆ แล้วปกครองยากออกจะเป็นการมองโลกแง่ร้ายจนเกินไปและอาจจะเรียกว่าเป็นความคิดที่ล้าหลัง ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆในสมัยก่อนเราคิดว่าคนฉลาดก็หมายถึงคนที่มีไอคิวสูง แต่เดี๋ยวนี้เห็นไหม เขามีความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้นมาอีก เราต้องมาให้คำนิยามคำว่า “ฉลาด” ให้ตรงกันก่อน สำหรับผมคนฉลาดสมัยนี้ไม่ใช่แค่สติปัญญาดี หลักฐานทางการวิเคราะห์วิจัยเรื่องสมองก็มีมาสนับสนุนแล้ว มีอยู่ด้วยกันถึง 8 ระบบ ที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ แต่ละคนก็พัฒนาความฉลาดที่มีแตกต่างกันไปตามพื้นฐานการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม ที่เขาเรียกว่า ความฉลาดหลายทาง หรือ Multiple Intelligences ซึ่งประกอบด้วย

  1. การเครื่อนไหวและทำหน้าที่ของร่างกาย การเคลื่อนไหวและทำหน้าที่ของร่างกาย ซึ่งเมื่อฝึกฝนแล้วจะนำไปสู่ทักษะต่างๆ เช่น การยืน เดิน วิ่ง จับ/ขว้าง กระโดด ถือสิ่งของหรือเคลื่อนไหวท่าทางไปในทิศทางต่างๆ ที่เราต้องการ เป็นต้น
  2. ภาษาและการสื่อสาร พัฒนาการการพูดและภาษาตั้งแต่เด็กๆ ของเราจะมีต่อเนื่องมาเกือบตลอดชีวิต การสื่อสารกันทุกวัน ทำให้ระบบการเชื่อมโยงของเซลล์สมองดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ตายไป และสมองไม่เสื่อมก่อนวัยอันควร
  3. การคำนวณและตรรกะ คนทุกคนล้วนมีความสามารถด้านการคำนวณใกล้เคียงกันเพียงแต่คนจำนวนมากมักผลักภาระเรื่องนี้ไปให้คนอื่น โดยข้ออ้างว่าไม่เก่งคำนวณ ต้องพึ่งพาอาศัยเครื่องคิดเลข ซึ่งเป็นการปล่อยให้สมองส่วนนี้ของเราค่อยๆตาย และด้อยคุณภาพลงไปอย่างตั้งใจ ที่สำคัญการคำนวณเป็นรากฐานการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลของมนุษย์
  4. มิติสัมพันธ์และจินตนาการจากสิ่งที่มองเห็น ความสามารถในการมองเห็นของเรามีมากมายหลายด้าน ตั้งแต่การสังเกตเห็นรายละเอียดของสิ่งรอบตัว ประมวลสิ่งที่มองเห็นและแปลออกเป็นรูปแบบต่างๆ นำรูปแบบเหล่านี้เก็บเป็นข้อมูลไว้ในความทรงจำ และเมื่อถึงเวลาจำเป็นก็สามารถดึงความทรงจำที่เก็บไว้ออกมาใช้ประโยชน์ได้
  5. ดนตรีและจังหวะ มนุษย์สามารถเรียนรู้ดนตรีได้ดีตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือระหว่างอายุ 3-10 ปี การกระตุ้นและฝึกเด็กให้รู้จักจังหวะเป็นการสร้างรากฐานด้านตนดรี ทั้งการเล่นเครื่องดนตรี การร้องเพลง แต่งเพลง และการดื่มด่ำกับเสียงดนตรี
  6. การมีสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ซึ่งเราทำกันเป็นอัตโนมัติ จนไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นกระบวนการทำงานของสมองและจิตใจของเราจากงานวิจัยสมองในปัจจุบันพบชัดเจนว่าปฏิสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และสติปัญญา หากได้รับการฝึกฝนอย่างดี จะทำให้สมองดำรงอยู่ต่อไปยาวนาน และสามารถป้องกันการเกิดสมองเสื่อมก่อนวัยได้
  7. การรู้จักตนเอง การรับรู้อารมณ์ความรู้สึกและปฏิกิริยาต่างๆของร่างกาย และจิตใจ เป็นรากฐานของการรับรู้โลกภายนอก ผ่านกระบวนการสื่อสารภายในตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมตั้งแต่เด็ก จะทำให้เด็กมีสติรู้ระลึกในตนเองมองตนเองอย่างถูกต้อง และดูแลกำกับพฤติกรรมของตนได้เหมาะสม
  8. ปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากมนุษย์ด้วยกันแล้ว เด็กๆ ควรได้รับการฝึกฝนให้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อมอย่างเอื้ออาทรด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s