สถาบันทางการเมือง

สถาบันทางการเมือง (political institution) คือ โครงสร้างความสัมพันธ์ที่มีมานาม คือสิ่งที่บอกว่าใครอยู่ตรงไหนของโครงสรางอำนาจ รัฐธรรมนูญถือเป็นสถาบัน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าใครให้อำนาจใคร บทบาทอยู่ตรงไหน เช่น กษัตริย์อังกฤษและประธานาธิบดีเยอรมนีเป็นตำแหน่งทางสัญลักษณ์มากกว่าจะมีอำนาจทางปกครอง หรือรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสก็แก้ไขหลายครั้ง เพิ่มอำนาจให้นายกฯมากขึ้น และลดบทบาทของประธานาธิบดีลง

มารู้จักสถาบันทางการเมืองที่สำคัญๆกันเถอะ

รัฐบาล (government) หมายถึง ฝ่ายบริหาร ใช้อำนาจอธิปไตยในการบังคับใช้กฎหมายและกำหนดนโยบายต่างๆ ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ ซึีงอาจเป็นประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้

รัฐบาลเงา (shadow government) หรือคณะรัฐมนตรีเงา(shadow cabinet) โดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำฝ่ายค้านให้คอยประกบการทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงต่าๆ ระบบนี้เริ่มต้นในอังกฤษและมีหลายประเทศนำไปใช้ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ อินเดีย มาเลเซีย ฯลฯ โดยมากผู้ที่เป็นรัฐมนตรีเงา หากสมัยต่อไปพรรคของตนได้คะแนนเสียงข้างมากและมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก็มักจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ ประเทศไทยเริ่มมีการจัดตั้งรัฐมนตรีเงาในปี ค.ศ.2008 ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้าน (opposition) หมายถึง ส.ส.หรือพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภา แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐบาล ทำหน้าที่สำคัญคือ การตรวจสอบการทำงานของรัฐ ทั้งให้ความเห็น ข้อเสนอแนะและท้วงติงในนโยบายต่างๆ อีกทั้งคอยถ่วงดุลอำนาจกับรัฐบาลในสภา

ศัพท์การเมืองน่ารู้

ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ตรงกลาง สามคำนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยปฎิวัติฝรั่งเศส เป็นการแบ่งที่นั่งในรัฐสภาของฝรั่ง (National Assembly) ซึ่งมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม  ผู้แทนที่หัวรุนแรงเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วไปนั่งฝ่ายซ้ายของประธาน ส่วนผู้แทนของชนชั้นสูงนั่งฝั่งขวา เป็นการแยกไม่ให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน

พรรคฝ่ายซ้าย โดยทั่วไปหมายถึง พรรคที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นรายได้ สวัสดิการสังคม และตั้งการให้รัฐบาลมีอำนาจเเทรกแซงเศรษฐกิจ มักกำเนิดจากชนชั้นแรงงาน แต่ในสหรัฐหมายถึงพรรคเดโมเครต ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ในบางประเทศหมายถึงกลุ่มหัวรุนแรง แตกเป็นแตก หักเป็นหัก

พรรคตรงกลาง หมายถึง พรรคที่พยายามใช้ข้อดีของทั้งสองฝั่ง บางประเทศอาจเป็นกลาง แต่เอียงซ้ายหรือเอียงขวาได้ เรียกว่า กลางซ้าย หรือกลางขวา

พรรคฝ่ายขวา มีต้นกำเนิดจากกลุ่มชนชั้นสูง โดยทั่วไปหมายถึง พรรคที่เน้นเสรีภาพของประชาชน สนับสนุนการค้าเสรียกเว้นในบางประเทศ ตัวอย่างสำคัญคือสหรัฐอเมริกา รีพับลิกันจัดเป็นพรรคฝ่ายขวา ซึ่งหมายถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือนิยมการปกครองแบบประเพณี เพราะเชื่อว่าการตกทอดต่อๆกันมาเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมโดยมีเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เน้นการปกครองจากส่วนกลาง การเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพ

อารยขัดขืน (civil disobedience) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยขึ้นในช่วงหลัง หมายถึง การที่ประชาชนหรือกลุ่มคนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐหรือนโยบายรัฐด้วยวิธีการต่างๆ เช่นไม่เสียภาษีไม่ไปเลือกตั้ง ฉีกบัตรเลือกตั้ง แต่งชุดดำหรือสีที่เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ฟังอำนาจรัฐ ฯลฯ เพื่อสิทธิเสรีภาพหรือความถูกต้องตามที่ตัวเองศรัทธา อารยขัดขืนต่างจากการดื้อแพ่งเพราะ

  • ตั้งใจละเมิดกฎหมายบางอย่างเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง อาจมีการประกาศต่อสาธารณชนล่วงหน้า เช่นการเดินขบวนประท้วงภาษีเกลือของมหาตมาคานธี
  • เป้ฯไปโดยสันติ ปราศจากการใช้อาวุธ
  • ยอมรับการลงโทษทางกฎหมาย
  • มุ่งหวังเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย คุณค่าทางการเมือง ไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง

กบฎ ปฏิวัติ รัฐประหาร ทั้งสามคำหมายถึง การรวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านรัฐในขั้นรุนแรง หากทำไม่สำเร็จและถูกปราบปรามได้อย่างสิ้นเชิงเรียกว่า กบฎ (rebel) หากทำสำเร็จ สามารถโค่นล้มผู้ปกครอง และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองได้อย่างมีนัยสำคัญเรียกว่า ปฏิวัติ (revolution) แต่ถ้าทำสำเร็จแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเรียกว่า รัฐประหาร (coup d’etat) สำหรับประเทศไทยมีการปฏิวัติเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือใน พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ซึ่งเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นการรัฐประหาร

อนารยะ/อนาร์กี้ (anarchy) หมายถึง สถานการณ์ที่รัฐตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายรัฐบาลกลางศูนย์เสียอำนาจการปกครองและไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ แต่สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เลยร้ายเท่ากับสภาวะโกลาหลวุ่นวายหรือเคออส (chaos) เพราะในอนาร์กี้ยังสามารถดำเนินนโยบายระหว่างประเทศหรือจัดตั้งองค์กรบางอย่างขึ้นมาได้ แค่ในเคออสทำไม่ได้เลย

รัฐบาลเฉพาะกาล (provisional government) เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดการกับความขัดแย้งหรือแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า มีอายุสั้น ดำรงอยู่เพื่อปฏิรูปกฎหมายบางอย่างก่อนจะนำไปสู่การเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น รัฐบาลเฉพาะกาลในสหภาพโซเวียต หลังการสำเร็จโทษพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในปีค.ศ. 1917รัฐบาลไทยหลังรัฐประหารปี ค.ศ. 2014

รัฐบาลพลัดถิ่น (government in exile) เป็นกลุ่มการเมืองที่อ้างตัวว่า เป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่ไม่อาจใช้อำนาจตามกฎหมายในรัฐนัั้นๆได้ จึงต้องขอลี้ภัยไปจัดตั้งรัฐบาลในประเทศอื่น รัฐบาลพลัดถิ่นมักเกิดขึ้นจากสงครามการเมือง การปฏิวัติ การรัฐประหาร เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของประเทศยุโรปหลายชาติขอเข้าไปลี้ภัยในอังกฤษเพื่อหนีการคุกคามของนาซี ในทางทฤษฎี รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถปฎิบัติงานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่น แก้ไขรัฐธรรมนูญ คงอำนาจการสั่งการกองทัพ ออกบัตรประชาชน ฯลฯ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลพลัดถิ่นได้รับการยอมรับจากประชาชนในประเทศและได้รับการรับรองจากประเทศที่เข้าไปอาศัยลี้ภัยมากน้อยแค่ไหนเป็นสำคัญ และถ้ารัฐบาลพลัดถิ่นสามารถรักษาบางส่วนของรัฐไว้ได้ เช่น ยังคงตั้งฐานที่มั่นในดินแดนบางส่วนของรัฐจะเรียกว่า รัฐตกค้าง (rump state)

220

ข้อมูลจาก หนังสืออัจฉริยะ 100 หน้า การเมืองการปกครอง ผู้เขียน สุกัญญา มกราวุธ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s